ระหว่าง "ปิดงบเปล่าไปเรื่อยๆ" กับ "จดทะเบียนเลิกบริษัท" ทางเลือกไหนคุ้มค่ากว่ากัน?

01/04/2026 ภาษี ทีมงานมืออาชีพ

ทางแยกของธุรกิจ: เมื่อกิจการไม่มีความเคลื่อนไหว

ในชีวิตการทำธุรกิจ บางครั้งเราอาจต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่โครงการต้องหยุดชะงัก ลูกค้าหายไป หรือเจ้าของต้องการเปลี่ยนไปทำโปรเจกต์ใหม่ แต่สถานะนิติบุคคลที่จดทะเบียนไว้ยังคงอยู่และมีภาระหน้าที่ตามกฎหมายผูกพันอยู่ทุกปี

เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักติดอยู่ตรงกลางระหว่างสองทางเลือก:

การปิดงบเปล่า (Nil Filing): คือการคงสถานะบริษัทไว้แต่รายงานว่าไม่มีรายได้

การจดทะเบียนเลิกบริษัท (Liquidation): คือการทำลายตัวตนทางกฎหมายของบริษัทให้หายไปอย่างถาวร

ทางเลือกไหนที่ "คุ้มค่า" กว่ากัน? เราต้องมาพิจารณาจากหลายปัจจัยประกอบกันครับ

1. วิเคราะห์ค่าใช้จ่าย: จ่ายน้อยแต่บ่อย vs จ่ายก้อนเดียวจบ

การปิดงบเปล่ารายปี: ในการคงสถานะบริษัทไว้ คุณจะมีค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Cost) ต่อปี ดังนี้:

ค่าทำบัญชีและปิดงบ: ประมาณ 3,000 - 8,000 บาท (แล้วแต่สำนักงาน)

ค่าสอบบัญชี (CPA): ประมาณ 3,000 - 5,000 บาท

ค่าคัดเอกสารและจิปาถะ: ประมาณ 1,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: ประมาณ 7,000 - 14,000 บาทต่อปี

การจดทะเบียนเลิกบริษัท: การเลิกบริษัทไม่ใช่แค่การไปแจ้งชื่อออก แต่มีขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ:

ค่าธรรมเนียมหลวงและค่าประกาศหนังสือพิมพ์: ประมาณ 3,000 - 5,000 บาท

ค่าบริการจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชี: ประมาณ 10,000 - 25,000 บาท (ขึ้นอยู่กับความยุ่งยากของทรัพย์สินและภาษี)

การปิดงบ ณ วันเลิก (งบชำระบัญชี): ต้องจ้างผู้สอบบัญชีตรวจสอบงบสุดท้ายอีกรอบ

รวมค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: ประมาณ 20,000 - 40,000 บาท (จ่ายครั้งเดียวจบ)

2. ความยุ่งยากและกระบวนการทำงาน

การปิดงบเปล่า: ความยุ่งยากอยู่ในระดับต่ำ คุณเพียงแค่รวบรวมเอกสารธนาคาร (Statement) ส่งให้สำนักงานบัญชีปีละครั้ง และกดยืนยันในระบบ e-Filing ก็เป็นอันเสร็จสิ้นหน้าที่ในรอบปีนั้น

การจดทะเบียนเลิกบริษัท: ความยุ่งยากอยู่ในระดับสูง เพราะต้องผ่านขั้นตอน "การชำระบัญชี" (Liquidation) กรรมการต้องจัดการเคลียร์หนี้สิน ขายทรัพย์สิน คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ามี) และต้องไปจดทะเบียนที่ DBD ถึง 2 รอบ คือ "รอบจดเลิก" และ "รอบเสร็จการชำระบัญชี" นอกจากนี้หากบริษัทเคยจด VAT อาจต้องรอการตรวจสภาพจากสรรพากรซึ่งอาจกินเวลาหลายเดือนหรือเป็นปี

3. ข้อดีของการ "คงสถานะ" (ปิดงบเปล่า) ไว้ก่อน

บางครั้งการยอมจ่ายเงินปีละหมื่นเพื่อปิดงบเปล่าก็มีข้อดีที่เงินซื้อไม่ได้ในภายหลัง:

ชื่อบริษัทและประวัติ: หากบริษัทคุณมีชื่อที่จำง่าย หรือมีประวัติการจดทะเบียนมานานหลายปี (เช่น จดมาแล้ว 5 ปี) เวลาไปประมูลงานหรือขอสินเชื่อในอนาคต บริษัทที่มี "อายุ" จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าบริษัทที่เพิ่งจดใหม่

ใบอนุญาต (License): ใบอนุญาตบางประเภทผูกติดกับตัวบริษัท หากจดเลิกไปแล้วจะขอใหม่ได้ยากหรือใช้เวลานาน

ความพร้อมในการเริ่มใหม่: หากสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น คุณสามารถกลับมาเปิดบิลได้ทันทีภายใน 24 ชั่วโมง

4. กรณีศึกษา: คุณควรเลือกทางไหน?

ควร "ปิดงบเปล่าไปเรื่อยๆ" เมื่อ: คุณคาดว่าภายใน 1-3 ปีข้างหน้า จะกลับมาใช้บริษัทนี้ทำธุรกิจอีกครั้ง หรือต้องการเก็บรักษาชื่อบริษัทและอายุบริษัทไว้เพื่อความน่าเชื่อถือในอนาคต

ควร "จดทะเบียนเลิกบริษัท" เมื่อ: มั่นใจ 100% ว่าจะไม่กลับมาทำธุรกิจนี้อีกแล้ว, ไม่อยากมีภาระทางกฎหมายที่ต้องคอยพะวงทุกปี, หรือไม่อยากแบกรับความเสี่ยงหากเกิดกรณีลืมยื่นงบจนโดนค่าปรับสะสม

บทสรุป: ความคุ้มค่าที่แท้จริง

หากพิจารณาในเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว หากคุณคิดจะหยุดกิจการเกินกว่า 3-4 ปีขึ้นไป การ "จดทะเบียนเลิก" จะประหยัดกว่าการเสียค่าปิดงบเปล่ารายปี แต่ถ้าเป็นการหยุดพักระยะสั้น การ "ปิดงบเปล่า" จะให้ความยืดหยุ่นและคุ้มค่าในแง่ของโอกาสทางธุรกิจมากกว่า

สิ่งสำคัญที่สุดคือ "อย่าปล่อยทิ้ง" โดยไม่ทำอะไรเลย เพราะไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน การรักษาสถานะให้ถูกต้องตามกฎหมายคือทางเลือกที่ประหยัดที่สุดเสมอ เมื่อเทียบกับค่าปรับมหาศาลที่อาจตามมาในภายหลังครับ

ต้องการปรึกษาเรื่องปิดงบเปล่า?

หากมีข้อสงสัย หรือต้องการให้ทีมงานช่วยตรวจสอบสถานะบริษัท ฟรี!

โทรเลย ทัก LINE แอดมิน

อัปเดตล่าสุด: 01/04/2026 06:52